สิวเกิดขึ้นได้อย่างไร

การอักเสบเรื้อรังของรูขน และต่อมไขมัน มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กๆ หัวขาวหรือดำ เป็นตุ่มนูนแดง ตุ่มหนอง หรือ ตุ่มเนื้อลึกใต้ผิวหนัง พบมาก บริเวณหน้า คอ หน้าอก หลัง ไหล่ หรือ ต้นแขน มักเป็นในหมู่วัยรุ่น แต่ไม่ได้จำกัดอยู่เท่านั้น ผู้ใหญอายุ่ 20 – 40 ปีก็พบได้ ในรายที่เป็นชนิดรุนแรง อาจมีการเจ็บปวดตามผื่น แม้ว่าสิวจะไม่ใช่โรคที่ทำ ให้เสียชีวิตหรือพิการ แตก็่อาจทิ้งร่องรอยของแผลเป็นบนผิวหน้า เกิดเป็นปมด้อยตลอดชีวิตได้

13219963_993320430737345_821901377_n

ฮอร์โมนเพศชายที่พบได้ในทั้งสองเพศ เป็นตัวการสำคัญที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้โตขึ้น และทำงานมากขึ้น สารไขมันที่ถูกผลิตขึ้นจะถูกขับออกทางรูขน ทำให้เกิดการกระตุ้นเนื้อเยื่อบริเวณรูปิดของรูขน ให้หนาตัวขึ้น และเกาะตัวกันแน่น ทำให้รูขุมขนนั้นอุดตัน เชื้อแบคทีเรียในรูขนจะเจริญและปล่อยสารต่างๆจากรูขนออกสู่เนื้อเยื่อรอบๆทำให้เกิดการอักเสบ เป็นตุ่มนูนแดงหรือเป็นหนอง

สิวแบ่งเป็น 2 ชนิด

  1. สิวไม่อักเสบ  แบ่งเป็น 2 ชนิด
    1.1 open comedone, black head (สิวหัวเปิด,สิวเสี้ยน,สิวหัวดำ)
    ลักษณะเป็นตุ่มสีดำ หัวสิวที่หลุดออกมามีสีดำของ melanin และเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว
    1.2closed comedone, white head (สิวหัวปิด,สิวหัวขาว) ลักษณะเป็นตุ่มกลมเล็กสีขาว รูเปิดจะมีขนาดเล็ก บางส่วนจะ ยุบหายไปเอง หรืออาจกลายเป็นสิวอักเสบก็ได้
  2. สิวอักเสบ คือสิวที่หัวแดง ๆ หรือ เป็นหนอง พวกนี้ก็คือ (COMEDONE) ที่มีการติดเชื้อ(BACTERIA) แทรกซ้อน
    ดังนั้น ถ้าเป็นสิวอักเสบ การทำความสะอาด ใบหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ และการป้องกันไม่ให้มีการอุดตันที่รูขุมขน (COMEDONE) โดยการใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนกลางวัน ก็พอจะช่วยให้สิวลดลงหรือป้องกันไม่ให้สิวใหม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเป็นสิวอักเสบ คงต้องปรึกษาแพทย์ เพราะต้องใช้ปฏิชีวนะ (กินหรือทาแล้วแต่ความรุนแรงของสิว) สิวอักเสบควรจะต้องรีบรักษา ถ้าไปแกะหรือบีบหนองออก จะเป็นรอยแผลเป็น บุ๋มตลอดไป รักษายากมาก

 เมื่อเป็นสิวแล้วควรปฏิบัติตนอย่างไร?

  1. จะเห็นว่าสิวไม่ได้เกิดจากฝุนละอองหรือความสกปรก ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องล้างหน้าหรือทำความสะอาดมากเกินไป การล้างหน้าด้วยสบู่ ธรรมดาวันละ 1-2 ครั้งก็เป็นการเพียงพอ
  2. อาหารไม่มีส่วนทำให้เกิดสิว แต่บางคนที่พบว่าอาหารบางชนิดมีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวทุกครั้งก็ควรหลีกเลี่ยง
  3. เครื่องสำอางค์ ถ้าจะใช้ควรใช้ประเภทที่ไม่มีน้ำมัน (oil-free) และควรล้างเครื่องสำอางออกให้หมดทุกวัน สเปรย์หรือเจลใส่ผมไม่ควรให้โดนผิวหน้า เพราะอาจทำให้เกิดสิว
  4. ห้ามแกะเกาหรือบีบสิวเอง เพราะทำให้การอักเสบเพิ่มขึ้น
  5. ควรพักผ่อนหรือออกกำลังกายให้พอเหมาะ การอดนอนหรือทำงานหนัก และเครียดเกินไป ทำให้เป็นสิวมากขขึ้น
  6. ต้องเข้าใจว่าจุดประสงค์ของการรักษาสิวคือการป้องกันการเกิดสิวใหม่ และทำให้สิวที่เป็นอยู่แล้วยุบหายโดยไม่เป็นแผลเป็น ฉะนั้นการรักษาจะต้องใช้เวลา แพทย์ผิวหนังจะให้การรักษาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของสิว ยาปฏิชีวนะจะช่วยลดเชื้อแบคทึเรียที่อยู่ในรูขนทำให้สิวอักเสบลดลง

7.ควรระลึกเสมอว่า สิวอาจไม่มีการหายที่ถาวร แต่สามารถควบคุมได้ การรักษาที่ถูกต้องจะช่วยลดการเกิดแผลเป็นหลังสิวหายแล้วได้เป็นอย่างดี